เรียนการเต้น cover dance

“Cover Dance” หรือ “การเต้นโคฟเวอร์” คือการนำเพลงและการเต้นของศิลปิน ที่เราชื่นชอบมา COVER ใหม่ หรือจะพูดแบบง่ายๆก็คือ “การเต้นเลียนแบบศิลปินที่เราชื่นชอบ” … การเต้นโคฟเวอร์ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของการเต้น โดยลักษณะการเต้นจะเน้นให้เหมือนกับศิลปินต้นฉบับ พยายามเต้นออกมาให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว นักเต้นโคฟเวอร์ จะมีความสนใจ ความชื่นชอบ ในตัวของศิลปินที่ตนเองเลียนแบบ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

สิ่งที่เรียนการเต้นcover dance คือ การเต้นเลียนแบบศิลปินไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม แต่ที่นิยมอยู่ในตอนนี้คงหนีไม่พ้นเกาหลี ซึ่งในปัจจุบันการเต้นcover ศิลปินเกาหลีเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก การเต้นประเภทนี้เป็นการเต้น Hip Hop และ Poppin ผสมผสานเข้าด้วยกัน เป็นการฝึกสมาธิให้กับผู้เรียน สามารถเต้นได้ทุกวัย ไม่จำกัดเพศและอายุ เป็นการเต้นที่มีความสร้างสรร และเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราได้กล้าแสดงออกและมีเพื่อนใหม่
วิธีเรียน

จากกระแสนิยมเกาหลีฟีเวอร์ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตวัยรุ่นไทย เริ่มจากที่ดู music video ของวงที่ชอบ ดูซ้ำไปซ้ำมาจึงคิดว่า “อยากเต้นแบบนั้นได้บ้างจัง ทำยังไงดีน้า “ แรกๆแค่เต้นตามเล่นๆ เฉพาะบางท่าที่ง่ายๆ หรือท่อนฮุค ต่อมาเมื่อเต้นหลายเพลงเข้า รู้สึกทั้งสนุกและชอบมาก จึงอยากเต้นท่าอย่างมีแบบแผน

โลกของinternet มีอิทธิพลเช่นกัน websiteที่ข้าพเจ้าเข้าบ่อยที่สุดคงไม่พ้น www.youtube.com เว็บนี้ใช้searchหาเพลงที่ชอบ ดูที่เป็น music video ก่อนเพื่อให้ทำนองคุ้นหู จากนั้นดูแบบ live เพื่อแกะท่าเต้นคร่าวๆ แล้วจึงหาแบบ mirror , dance , cover , step dance หรือ tutorial ไว้แกะท่าเต้นทุกท่า

บางคนอาจคิดว่านี่เป็นเริ่องไร้สาระและเสียเวลา แต่สำหรับคนที่ชอบอย่างข้าพเจ้าแล้ว นี่เป็นวิธีการลดความเครียดที่ได้ผลมาก เป็นงานอดิเรกในยามว่างจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังเป็นการออกกำลังกาย ได้ทั้งสุขภาพทางกายและทางจิตใจอีกด้วย

แกะท่าและเต้นให้เพื่อนๆดู ผลคือเพื่อนๆชอบและอยากให้ข้าพเจ้าแกะท่าเพลงอื่นๆที่ออกมาใหม่อีก เมื่อแกะหลายเพลงเข้า ท่ายากที่เมื่อก่อนเต้นไม่ได้ตอนนี้สามารถทำได้แล้ว ข้าพเจ้าจึงมีความคิดที่จะcoverเพลงต่อไปอย่างมีความสุข

ข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์
– เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
– ฝึกความอดทนและความพยายาม การแกะท่าเต้นเพลงใหม่แรกๆยากมากเพราะทำนองยังไม่คุ้นหู บางคนเต้นพลาดตลอด จับจังหวะยังไม่ได้ไม่ได้ก็ล้มเลิกไปซะแล้ว แต่ถ้ามีความอดทน ใจเย็น เราก้สามารถเต้นได้ตามแบบ
– ฝึกความสามัคคี ในการเต้นcover แทบทุกเพลงจะเป็นทีมจึงต้องมีความสามัคคี นัดแนะกันว่าใครจะเต้นตามใคร ใครออกท่าไหนท่อนไหน โดยเฉพาะท่อนฮุคที่ต้องมีความพร้อมเพรียงมาก
– ต้องเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี คนที่ชอบเต้นcoverเหมือนกันสามารถทำความรู้จักกันได้ง่ายเพราะชอบสิ่งที่เหมือนกัน จึงมักรวมกลุ่มกันในยามว่างทำให้ได้เพื่อนใหม่อยู่เสมอ

การเต้น Cover Dance นั้น มีส่วนช่วยสนับสนุนให้บรรดาเยาวชนของชาติ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีที่จะเกิดในทีม … หยาดเหงื่อ ร้อยยิ้ม และน้ำตาแห่งมิตรภาพ ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ความทุ่มเท ในการฝึกซ้อม ตลอดจนผลงานต่างๆ เป็นสิ่งที่พวกเขาเหล่าชาวโคฟจะได้รับ … นอกจากนี้การเต้น Cover ยังเป็นเสมือนจุดเริ่มต้น สำหรับเด็กๆบางคน ผู้มีความฝันที่อยากจะเป็นนักเต้นอาชีพ … ประสบกาณ์ต่างๆที่พวกเค้าได้รับ จากการเต้น Cover จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยต่อเติมความฝันของพวกเค้าต่อไปในอนาคต

Hip-Hop Style พัฒนามาจากการเต้นเบรกแด๊นซ์ที่ได้รับความนิยม

การเต้น Hip Hop เป็นการเต้นตามจังหวะของดนตรี Hip Hop

ซึ่งลักษณะที่สำคัญของดนตรีประเภทนี้จะเป็นการร้อง การพูด การแร็ป (Rap) ซึ่งประกอบกับดนตรีอีเล็คโทรนิกและเครื่องเคาะจังหวะประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นเพลงที่มีจังหวะที่เร็วปานกลางถึงเร็วมาก ดังนั้นท่าทางของการเคลื่อนไหวจึงเป็นการเต้นที่เร็ว มีการหยุด การกระตุกของร่างกายในแต่ละส่วน หรือการ locking การย่อขาและโยกตัวตัวขึ้น-ลง และการกระโดดไปตามจังหวะเพลง โดยผู้เต้นจะเต้นเน้นจังหวะตามจังหวะของกลองและเสียงกีตาร์เบส มีการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ และกิริยาอาการต่างๆในชีวิตประจำวันของคนเราแล้วนำมาปรับเปลี่ยนเป็นท่าเต้นท่าต่างๆเพื่อความหลากหลายมากขึ้น

Hip Hop เกิดขึ้นในแหล่งบร๊อค์ส เมืองนิวยอร์ค พัฒนามาจากการเต้นเบรกแด๊นซ์ที่ได้รับความนิยมในปีทศวรรษ 1970 การเต้นฮิปฮอปได้รับการพัฒนาให้มีท่าที่ง่ายและมีความคิดสร้างสรรค์ได้มากขื้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีฮิปฮอปครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1990 ท่าการเต้นจะเน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว การเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหัน การย่อตัวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งยังเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกายทีละสัดส่วนอย่างชัดเจนจึงทำให้ท่าเต้นเป็นที่น่าสนใจ การเต้นฮิปฮอปยังต้องอาศัยการแต่งตัวและทัศนคติ เพลงฮิปฮอปส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของจังหวะในแต่ละเพลงค่อนข้างมากจึงทำให้สามารถสร้างท่าที่มีความขัดแย้งน่าสนใจ

การเต้น Hip-Hop Style

เป็นการเต้นที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การเต้นฮิพฮอพเกิดจากการเต้นตามแนวดนตรีสไตล์ฮิพฮอพที่กำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 70 การเต้นฮิพฮอพเป็นการเต้นที่ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาท่าเต้นต่อไปเรื่อยๆตามความสนุกสนาน เนื้อหาและจังหวะของเพลงเต้นในแต่ละเพลง สมัยนี้ส่วนใหญ่การเต้นฮิพฮอพ จะเป็นการเต้นที่เร็ว สำหรับคนที่ไม่เคยเรียนเต้นมาก่อน ก็ไม่ต้องกลัว เพราะมีตั้งแต่คอร์ส เบสิกให้เริ่ม แล้วถ้ายิ่งเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์โอ๊ยสบายสามารถนำไปประยุกตคิดท่าเต้นได้เองเลย ทั้งได้เจอเพื่อนใหม่ และยังได้ออกกำลังกายดีไม่ดีอาจได้ร่วมผลงานกับศิลปินถ้าเก่งไปกว่านั้นอีกก็อาจจะได้เป็นนักร้องเลยทีเดียว

การที่การเต้นประเภท Hip Hop กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็วในกลุ่มวัยรุ่นของไทย จึงทำให้สถาบันสอนเต้นรำหลายสถาบันในประเทศเพิ่มการเต้น Hip Hop เข้าไว้เป็นหนึ่งในวิชาที่เปิดสอนของสถาบันนั้นๆ จึงยิ่งเป็นการทำให้การเต้นประเภทนี้แพร่ขยายไปเร็วขึ้นอีก ถึงแม้ว่าการเรียน Hip Hop จะเริ่มได้ตั้งแต่อายุประมาณ 8-9 ปี แต่กลุ่มนักเรียน Hip Hop ในประเทศไทยมักจะเริ่มตั้งแต่เด็กวัยรุ่นอายุตั้งแต่ประมาณ 12-13 ปีเป็นต้นไปจนถึงวัยคนทำงาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงในงานกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนจัดขึ้น เพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน เพื่อการแข่งขันหรือการประกวดเต้นรำต่างๆ และเพื่อความสนุกสนาน รวมไปทั้งถือว่าเป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน

การศึกษาและเรียนรู้สำหรับคนที่ชื่นชอบการเต้นรำหรือศิลปะที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว

การเต้นรำเป็นศิลปะที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวประกอบกับการแสดงความรู้สึก ประวัติของการเต้นรำส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากการที่คนพยายามที่จะเลียนแบบการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติหรือเกิดมาจากการเต้นรำที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนาเพื่อแสดงออกถึงความเชื่อของตนเองหรือของกลุ่ม การเคลื่อนไหวบางประเภทเกิดมาจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อาทิเช่นการที่คนเราเคลื่อนไหวตามจังหวะเลียนแบบท่าทางในชีวิตประจำวันหรือใช้เครื่องมืออุปกรณ์การทำงานในแต่ละวันแทนเครื่องดนตรี

เป็นเวลาหลายร้อยปีที่รูปแบบและลักษณะของการเต้นรำค่อยๆ มีการพัฒนาและในปัจจุบันได้รับความนิยมไปทั่วโลก เช่น แอฟริกัน แด๊นซ์ เบลลี่ แด๊นซ์ หรือ ระบำหน้าท้อง และแอฟโฟร แคริบเบียน เป็นต้น การเต้นบางประเภทก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหวและผสมผสานกับเทคนิคการเต้นรำสมัยใหม่ จนในที่สุดได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น นิวยอร์ก ซัลซ่า อาร์เจนทีน่า แทงโก้ ซู๊ค และ ฟลามิงโก้ เป็นต้นการเต้นรำเป็นภาษาที่ไม่ต้องใช้คำพูดโดยใช้การแสดงออกจากการผสมผสานการเคลื่อนไหวกับดนตรี การเรียนรู้การเต้นรำประเภทต่าง ๆ จากรอบโลกจะช่วยทำให้คุณสามารถเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ของคนจากประเทศนั้น ๆ  ได้เป็นอย่างดี การเรียนเต้นรำจะช่วยเปิดโลกทัศน์ของคุณให้กว้างขึ้นและเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

การเต้นรำสามารถช่วยให้คุณสามารถแสดงออกในความเป็นตัวเองให้ความสุขพลังและทำให้รู้สึกคลายเครียดสบายการฝึกการเต้นรำอยู่เป็นประจำจะช่วยพัฒนาสุขภาพทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายจึงทำให้คุณมีรูปร่างที่ดีแข็งแรงและสามารถดูเด็กอยู่เสมออีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้พบปะเพื่อนและสังคมใหม่ๆ

ประโยชน์ของการเรียนเต้นรำ

การเต้นรำนอกจากเป็นกิจรรมยามว่างที่มีประโยชน์อย่างแรง แล้ว การเต้นรำ ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพแข็งแรงและไม่เพียงเท่านั้น การเต้นรำ ยังถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนมีความสุขอีกด้วยนะคะ เหมือนคำที่หลาย ๆ คนมักจะติดปากว่า ห่างไกลยาเสพติดชีวิตเป็นสุข ฉะนั้นการหากิจกรรมดี ๆ ยามว่างก็ช่วยได้เยอะเลย แล้้วเชื่อว่าการเต้นรำน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเลยนะคะ ไม่ว่าคุณจะเลือกการเต้นรำแบบไหนก็ตามทีสิ่งเหล่านี้ช่วยสุขภาพดีได้อย่าง แน่นอนค่ะ และวันนี้เราก็มีประโยชน์ของการเต้นรำมาฝากอีกด้วยค่ะ

- อารมณ์ดี : จากการศึกษาพบว่า การได้ฝึกฝีเท้ากับท่าเต้นรำจะช่วยให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้นและมีความพึงพอ ใจ เพราะมีการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข เส้นประสาทได้ผ่อนคลายและเสียงดนตรีก็สกัดกั้นไม่ให้ฮอร์โมนแห่งความเครียด กรายใกล้

- สมอง : การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น ท่าเต้นรำจะช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและรับสถานการณ์กะทันหันได้ สมองเป็นตัวเร่งและในขณะเดียวกันก็พัฒนาและเชื่อมโยงเส้นประสาทนอกจากนี้ การได้เคลื่อนไหวร่างกายก็จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีที่สมองจึงไม่น่าแปลกใจ ที่กีฬาช่วยให้อ่อนเยาว์ได้

- หัวใจ : การเต้นรำช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรงและจากการศึกษาของนักวิชาการ ชาวอิตาเลียนพบว่า การเต้นรำดีกว่าการขึ่จักรยานเพราะการหายใจลึก ๆ จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าไปในเลือดมากขึ้นและการเต้นของหัวใจระดับกลาง (120-150) ขณะเต้นรำดีสำหรับอวัยวะที่สำคัญที่สุดของเรา

- กล้ามเนื้อ : คุณรู้สึกตึงต้นคอและไหล่มั้ยการเต้นรำจะช่วยให้บริเวณหลังแข็งแรงและช่วยให้หลังเหยียดและผ่อนคลาย

- กระเพาะปัสสาวะ : การอยู่ในท่าตรงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อขาและกล้ามเนื้อหลังเป็นการป้องกันกระเพาะปัสสาวะอ่อนแอ

- ระบบภูมิคุ้มกัน : การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นการกระตุ้นเซลล์นักฆ่าให้ทำงานอย่างว่องไวในการต่อสู้กับไวรัสและแบคทีเรีย

- กระดูก : จากการศึกษาของนักวิชาการชาวอเมริกันพบว่า การเคลื่อนไหวด้านข้างอย่างแทงโก้หรือท่าเต้นอื่น ๆ จะช่วยให้ร่างกายรับน้ำหนักตัวได้ดีป้องกันโรคกระดูกพรุนที่กระดูกต้นขาและ น่องอีกทั้งยังช่วยให้ข้อต่อยืดหยุ่นอีกด้วย

- ลดน้ำหนัก : การเต้นรำช้า ๆ อย่างรัมบ้า ช่วยในการเผาผลาญประมาณ 300 แคลอรี/ชั่วโมง การเต้นรำเร็วระดับปานกลางเผาผลาญได้ประมาณ 420 แคลอรี/ชั่วโมง หรือหากเต้นรำจังหวะเร็วสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 600 แคลอรี/ชั่วโมง

- สง่างาม : การเต้นรำช่วยให้มีความสามารถในการทรงตัวและมีท่วงท่าสง่างาม ช่วยให้การเคลื่อนไหวเร็วขึ้นและนุ่มนวลขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงจากการหก

ศิลปะที่แตกต่างแต่เหมือนกัน

หากเราพูดถึงศิลปะในการเต้นรำหลายๆท่านในประเทศไทยก็คงจะนึกถึงการรำไทยซึ่งเป็นศิลปะประจำชาติไทย  แต่ที่เราจะมาพูดกันในวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของโรงเรียนสอนเต้นรำในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือการเต้นรำแบบสากล

1211546238

 

เต้นรำแบบตะวันตก

เป็นที่เราทราบกันดีว่าการเต้นรำนั้นมีหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นจังหวะ บีกินเนอร์ . 3ช่า หรือ วอลล์ เป็นต้น และยังเป็นที่นิยมในแถบยุโรปอีักด้วยอาจจะเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีฝรั่งคนใดเลยที่จะเต้นรำไม่เป็น  จำเกิดเป็นการเปิดโรงเรียนสอนเต้นรำขึ้น  ซึ่งไม่ค่อยมีมากนักในประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะการเต้นรำนั้นมักจะถูกสอนมาจากทางด้านครอบครัวตั้งแต่เด็กอยู่แล้วแต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีผู้ที่มาเรียนในโรงเรียนสอนเต้นรำเลยก็ยังมีคนที่สนใจในการเรียนเพื่อพัฒนาไปเป็นนักกีฬาเต้นรำ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการจัดแข่งเต้นรำแบบลีลาศนั่นเอง

11-27-20-1405949768.gif

 

สำหรับการเต้นรำนั้นถือได้ว่าเป็นศิลปะที่มีเสน่ห์ไปอีกแบบที่ไม่เหมื่อนกับการเต้นแบบอื่นหรือเราพูดได้ง่ายๆว่าการเต้นในแต่ละแบบก็มีเอกลักณ์เฉพาะตัวนั่นเองและเราก็ควรที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ดีและยังคงอยู่ต่อไป