การเต้นรำเป็นคำที่บดบังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของท่วงท่าและการเคลื่อนไหวทางร่างกาย

23

รูปแบบทางวัฒนธรรมที่เป็นผลมาจากความคิดสร้างสรรค์ทางร่างกาย คือการเต้นรำเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงในงานศึกษาทางมานุษยวิทยา แต่คำว่าการเต้นรำเป็นคำที่บดบังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของท่วงท่าและการเคลื่อนไหวทางร่างกายของมนุษย์ ในหลายๆสังคม การเคลื่อนไหวร่างกายไม่อาจจัดประเภทเข้ากับแนวคิดของตะวันตก ในอดีตที่ผ่านมา นักมานุษยวิทยาที่สนใจเรื่องการเต้นรำทำการศึกษาการเคลื่อนไหวของเรือนร่างที่มีหลายลักษณะและเชื่อมโยงถึงระบบความเชื่อศาสนา พิธีกรรม ศิลปะการป้องกันตัว การละเล่น ระบบสัญลักษณ์ ความบันเทิง และกีฬา บริบททางสังคมเหล่านี้เป็นผลจากการคิดสร้างสรรค์ซึ่งเข้าไปจัดระเบียบท่าทางการเคลื่อนไหวของมนุษย์ การเคลื่อนไหวบางลักษณะอาจมีความซับซ้อนและใช้ประกอบกับการเล่นดนตรี

การเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นในทุกๆสังคม ระบบการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นระบบของความรู้ ซึ่งมีทั้งการแสดงท่าทาง และพื้นที่ที่ใช้แสดงท่าทาง เพื่อเป็นส่วนประกอบของกิจกรรมที่ใหญ่กว่า ระบบความรู้ของการเคลื่อนไหวร่างกายถูกกำกับด้วยวัฒนธรรมและสังคมโดยกลุ่มคนที่สะสมความรู้และสืบทอดกันมา ถึงว่าความรู้แบบนี้จะเป็นสิ่งที่ไม่ยืนนาน แต่การเคลื่อนไหวร่างกายก็มีระเบียบที่ชัดเจน ความรู้แบบนี้อาจเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ทางสังคมที่มองเห็นได้ด้วยตา

เป็นระบบของสุนทรียะที่ละเอียดอ่อน และอาจทำให้เข้าใจคุณค่าทางวัฒนธรรม การศึกษาการเคลื่อนไหวของร่างกายของกลุ่มคนในเชิงอุดมคติ เป็นการศึกษาที่ต้องการวิเคราะห์แบบแผนทางวัฒนธรรมและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ร่างกาย นอกจากนั้นยังเป็นการศึกษากระบวนการทางสังคมของกลุ่มคนบางกลุ่มในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และศึกษาลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวของร่างกายในแบบต่างๆเพื่อดูว่ามนุษย์ใช้ร่างกายส่วนใด

การเคลื่อนไหวร่างกายของคนพื้นเมือง อาจเป็นนิยามของระบบการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเฉพาะตัว และการเคลื่อนไหวก็จะถูกนิยามในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ชาวตะวันตกมีการเคลื่อนไหวหลายแบบ เช่น บัลเล่ต์ สแควร์แดนซ์วอลท์ซและร็อคแอนด์รอลล์ การเต้นรำแบบนี้ต่างไปจากการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง เชียร์ลีดเดอร์ และ การประสานเสียงในศาสนาซึ่งอาจไม่ถูกมองว่าเป็นการเต้นรำ คำถามคือมีเงื่อนไขอะไร หรือท่าทางแบบใดที่ไม่อาจแยกประเภทของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ออกจากกัน

การเต้นบัลเลต์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

houston_ballet_swanlake_sarawebb_artistsofhoustonballetบัลเลต์ (Ballet) เป็นการเต้นประเภทหนึ่งที่มีความอ่อนช้อย เดิมเป็นการแสดงในพระราชวังของฝรั่งเศส ภายหลังได้รับการพัฒนาให้เป็นการแสดงประกอบดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศสและรัสเซีย บัลเลต์ประกอบด้วยท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งใช้ความอ่อนตัวของผู้เต้นควบคู่กับดนตรีแนวคลาสสิก ต่อมาได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยแต่ละประเทศจะผสมผสานศิลปะและวัฒนธรรมประจำชาติเข้ากับการแสดงเพื่อความโดดเด่นของตัวเอง เมื่อบัลเลต์ได้รับความนิยมมากขึ้นจึงก่อให้เกิดโรงเรียนสอนเต้นบัลเลต์ตามมา แม้กระทั่งในประเทศไทยก็มีหลายสถาบันเปิดสอนการเต้นบัลเลต์ ปัจจุบันการเต้นบัลเลต์จัดเป็นกิจกรรมที่พ่อแม่นิยมให้ลูกเรียนเพราะสามารถพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กได้ ทั้งยังช่วยให้เด็กมีท่าเดินที่สง่างาม หากปฏิบัติเป็นประจำเด็กจะมีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงแจ่มใส และกล้าแสดงออก นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กรักเสียงเพลงตั้งแต่วัยเยาว์ และเป็นการปูพื้นฐานการเต้นให้พวกเขาก่อนจะเลือกเรียนเต้นประเภทอื่น

องค์ประกอบสำคัญของบัลเลต์มีอยู่ด้วยกันสองอย่างคือ การเต้น และดนตรี ซึ่งโดยปกติดนตรีมักจะเกิดขึ้นก่อน แล้วผู้คิดท่าทางเต้นจึงคิดท่าทางต่างๆให้เข้ากับดนตรี ซึ่งผู้ประพันธ์เพลงจะประพันธ์เพลงเป็นเนื้อเรื่องในลักษณะของดนตรีที่บรรยายเรื่องราวไว้ ดนตรีบัลเล่ต์จึงจัดเป็นดนตรีอีกประเภทหนึ่งที่น่าศึกษา มีลักษณะคล้ายๆกับโอเปรา คือการนำดนตรีไปรวมกับศิลปะแขนงอื่นๆ ในบางครั้งบทเพลงประเภทนี้นำไปบรรเลงโดยไม่ใช่การเต้นบัลเล่ต์ประกอบ ดังนั้นจึงมีลักษณะเป็นเครื่องดนตรีบรรยายเรื่องราว เช่น ดนตรีประกอบการแสดงบัลเล่ต์ แบบโมเดิร์นดานซ์ เรื่อง Appalachian Spring ของคอปแลนด์ ซึ่งต่อมามีผู้นิยมนำมาบรรเลงโดยไม่มีการแสดงประกอบแต่ประการใด ดนตรีบัลเล่ต์ จะมีลักษณะคล้ายซิโฟนิคโพเอม คือ ใช้วงออร์เคสตร้าบรรเลง โดยมีหลายตอนตามเรื่องที่ใช้ในการเต้นเป็นสื่อในการเสนอเรื่องราว

ในการเต้นบัลเลต์ รองเท้านับเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญ ดังนั้นการเต้นแต่ละครั้งควรใส่รองเท้าบัลเลต์เพื่อความปลอดภัยขณะเต้นเพื่อสร้างความเพลิดเพลินระหว่างเต้นบัลเลต์ เราควรเปิดเพลงประกอบ ขณะเดียวกันควรกำหนดระยะเวลาในการเต้น และควรเพิ่มระยะเวลาขึ้นตามลำดับ เพราะการฝึกบ่อยๆจะช่วยลดโอกาสในการบาดเจ็บจากความผิดพลาด ทำให้เราเต้นได้เก่ง และยังมีสุขภาพแข็งแรง

การเต้นรำเสริมสร้างความฉลาดให้กับลูก

วิธีการเสริมสร้างความฉลาดให้กับลูกรักนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นไม้บล็อก การทำอาหาร กิจกรรมศิลปะ รวมถึงการเล่นดนตรี และการเต้นรำ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ “การเต้นรำ” ถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่เด็กๆ ชอบและตอบสนองต่อพัฒนาการของเด็กมากที่สุด เพราะโดยธรรมชาติของเด็กเมื่อได้ยินเสียงเพลง หรือจังหวะที่เร้าใจ เด็กจะตอบสนองโดยการเต้นและโยกย้ายตัวไปมา นอกจากการเต้นรำจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เด็กๆ ได้รับความสนุกสนานแล้วยังส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กๆ ไปพร้อมกันด้วย ดังนี้

1. ด้านร่างกาย เด็กๆ จะได้เคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน ได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อใหญ่ นอกจากนี้ยังช่วยให้เรื่องของการสูบฉีดโลหิต การคลายตัวของกล้ามเนื้อ รวมทั้งการพัฒนาสมอง เพราะสมองจะหลั่งสารเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีความสุขออกมาอีกด้วย

2. ด้านอารมณ์ เด็กๆ จะได้รับความสนุกสนาน ได้เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเร็วและช้า ซึ่งจังหวะช้าช่วยให้เด็กผ่อนคลายและให้ความรู้สึกสงบ ส่วนจังหวะเร็วจะช่วยให้เด็กรู้สึกกระฉับบกระเฉง สดชื่นแจ่มใส

3. ด้านสังคม เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น การเป็นผู้นำ ผู้ตาม การแบ่งปัน รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและช่วยเรื่องการปรับตัวในการเข้าสังคมสำหรับของเด็กที่ขี้อายอีกด้วย

4. ด้านสติปัญญา เด็กได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เช่น ความจำในท่าทางการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวะ พื้นที่และเวลา รวมทั้งในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการอีกด้วย

ศิลปะการร่ายรำของไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

8รำไทยเป็นการแสดงประเภทหนึ่งของนาฏศิลป์ไทย มีเอกลักษณ์การร่ายรำโดยการเคลื่อนไหวประกอบกับเสียงดนตรีด้วยลีลาที่อ่อนช้อยและสอดคล้องกลมกลืนกันระหว่างส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะมือ แขน เท้า และลำตัว มีบทขับร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คนขึ้นไป แบ่งประเภทเป็นการรำเดี่ยว รำคู่ หรือรำหมู่ แต่งกายตามรูปแบบของการแสดง ท่ารำจะเชื่อมโยงต่อเนื่องกันและเป็นสื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจและลึกซึ้งถึงอารมณ์ของผู้แสดงได้ เพลงรำมีทั้งเร็วและช้า ทั้งนี้ สามารถแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นการรำพื้นเมืองจากทางภาคใดด้วย การเรียนรำไทยถือว่าเป็นการช่วยเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปะอันมีค่าของชนชาติไทยให้สืบต่อไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาด้านสมาธิ กล้าแสดงออก เป็นคนมีระเบียบ ร่าเริง จิตใจเยือกเย็น เรียนรู้วิธีร่วมงานกับผู้อื่น และที่สำคัญเห็นได้ชัดคือ การรำไทยช่วยเสริมสร้างให้มีบุคลิกทรวดทรงที่งดงามและสมดุลกัน

นาฏศิลป์ไทยยังได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจากต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผนการสืบสานและถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทยจนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบแผนการเรียน การฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียมมาจนถึงปัจจุบัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่า อารยธรรมทางศิลปะด้านนาฏศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมันกรุงศรีอยุธยาตารมประวัติการสร้างเทวาลัยศิวะนาฏราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นระยะที่ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นท่ารำไทยที่ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการแก้ไขปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในกรุงรัตนโกสินทร์ จนนำมาสู่การประดิษฐ์ท่าร่ายรำและละครไทยมาจนถึงปัจจุบัน

เอกลักษณ์ของการฟ้อนรำไทยของทุกภาคจะแตกต่างกันบ้างก็อยู่ที่การใช้มือใช้แขน ภาคเหนือกับภาคกลางนั้นละม้ายคล้ายคลึงกันมาก ไม่ยกมือยกแขนต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป อยู่ในระดับศีรษะเป็นอย่างสูงสุดไม่เกินกว่านั้น ส่วนภาคใต้นั้นยกมือให้สูงเกินศีรษะขึ้นไปได้ ขาที่ย่อลงไปก็ย่อต่ำกว่าภาคกลางและภาคเหนือมาก และต้องอาศัยการฝึกหัดให้มีกำลังขาที่แข็งจริงๆจึงจะทำได้ นักฟ้อนรำในภาคอีสานนั้นดูจะรำตามสบายยิ่งกว่าภาคอื่นแม้จะอยู่ในสามัญลักษณะเช่นเดียวกัน การกระทบจังหวะด้วยการย่อขาลงหรือยุบนั้นมีน้อยกว่าในภาคอื่นและจะนานๆครั้ง ไม่ลงทุกจังหวะ แต่ดั้งเดิมมานั้นการใช้แขนแตกต่างกันระหว่างผู้ฟ้อนรำที่เป็นผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ชายนั้นใช้สองแขนรำได้ แต่ผู้หญิงมักจะ ใช้แขนรำอยู่ข้างเดียว อาจจะเป็นแขนใดแขนหนึ่งก็ได้ ถ้าออกแขนขวารำก็เอาแขนซ้ายบังหน้าอกไว้ หรือถ้าออกแขนซ้ายรำก็ใช้แขนขวานั้นบังหน้าอกไว้ เป็นการแสดงออกถึงความสำรวมของสตรีเพศที่จะต้องปิดบังอวัยวะต่างๆของตนให้มิดชิด

วิชาการเต้นรำเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์

สาขาวิชาการเต้นรำเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ ที่เคลื่อนไปตามจังหวะหรือเสียงดนตรี การเต้นรำมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของความบันเทิงและบทบาทในเชิงวัฒนธรรม ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เต้นรำเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่จริงๆ แล้วการเต้นรำมีต้นกำเนิดมาจากการเต้นประกอบพิธีกรรมสมัยโบราณ คอร์สนี้ไม่ได้สอนแค่การฝึกปฏิบัติด้านการเต้นเท่านั้น แต่คุณยังจะได้เรียนทฤษฎีความเชื่อมโยงระหว่างการเต้นกับอัตลักษณ์เฉพาะตัวของสังคมนั้นๆ ตั้งแต่การเต้นรำของชนเผ่าแอฟริกัน ไปจนถึงการแสดงในโรงละครตามวิถีแบบตะวันตก

หากคุณหลงใหลในการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ รักเสียงดนตรี และชื่นชอบการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรม การเรียนเต้นรำก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณ

สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับคอร์สนี้คือ การเต้นรำต้องเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างเยอะและต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้เรียนจะรู้แค่เรื่องจังหวะอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงด้วย นักเต้นที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเหมาะอย่างยิ่งกับสาขาวิชานี้ เพราะในหลักสูตรผู้เรียนจะต้องเรียนการออกแบบท่าเต้นด้วย

นอกจากเรียนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ผู้เรียนยังจะต้องเรียนรู้ถึงต้นกำเนินของการเต้นรำแต่ละประเภท คนที่สนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการเต้นรำ จะเรียนสาขาวิชานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนาน

นักศึกษาส่วนใหญ่มักจบไปมีอาชีพเป็นนักเต้น ขึ้นแสดงบนเวทีตามงานอีเวนท์หรือโชว์ต่างๆ งานในลักษณะนี้ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก และใช้ทักษะเฉพาะตัวสูง พวกเขาจึงได้รับค่าตอบแทนสูงเช่นกัน นักเต้นที่ทำงานใน London’s West-end มีรายได้สูงถึง 700 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (ประมาณ 33,000 บาท) ทั้งนี้รายได้อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่คุณทำงาน

นอกจากนี้ยังพบว่ามีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่ทำงานเป็นครูสอนเต้น ทั้งในสถาบันสอนเต้นโดยเฉพาะ และสถาบันการศึกษาทั่วไป นักเต้นที่มีความสามารถและจบการศึกษาระดับปริญญา มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากมาย บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น The Royal Ballet Company และ Northern Dance มองหาบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์ด้านการเต้น มาร่วมทีมกับพวกเขาเพิ่มเติมอยู่เสมอ หรือหากไม่ต้องการทำงานด้านการเต้นโดยตรง ก็อาจจะผันตัวไปทำงานในแผนกประชาสัมพันธ์ หรือ แผนกการตลาด ให้กับองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเต้นและการแสดงอื่นๆ